Showing posts with label หนังชีวิต. Show all posts
Showing posts with label หนังชีวิต. Show all posts

Monday, 23 November 2009

คืนบาปพรหมพิราม

เรื่องย่อ คืนบาปพรหมพิราม

ดัดแปลงจากนวนิยายเชิงอาชญวิทยาเรื่อง พรหมพิลาป ของ นที สีทันดร ที่นำมาจากเค้าโครงเรื่องจริงของคดีสะเทือนขวัญที่เคยเกิดขึ้นจริงในปี พ.ศ. 2520 ที่ อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ภายใต้ประเด็นที่นำเสนอถึงความอยุติธรรมในสังคมที่มีค่านิยมผู้ชายเป็นใหญ่ ค่านิยมทางเพศที่ผู้ชายมองผู้หญิงว่าเป็นเพียงวัตถุที่ใช้สำเร็จความใคร่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงการละเมิดสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์ ศีลธรรม วัฒนธรรม กฎหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่บ่งบอกถึงการประกอบอาชญากรรมล้านเปอร์เซ็นท์ ภายใต้รูปแบบและองค์ประกอบของภาพยนตร์

เรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องการเดินทางไปหาสามีที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ในระหว่างทางโดนนายตรวจไล่ลงจากรถไฟที่ อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก เนื่องจากไม่มีเงินตีตั๋วรถไฟ แต่ไม่รู้เลยว่าจะเป็นการลงรถไฟเที่ยวสุดท้ายในชีวิต เมื่อมีคนพบศพของหญิงสาวดังกล่าวเสียชีวิตโดยปริศนาที่รางรถไฟในเวลาต่อมา

สารวัตรหนุ่มใหญ่ (สมภพ เบญจาธิกุล) ที่มากด้วยไหวพริบ และผู้หมวดหนุ่มหน้าใหม่ (กมล ศิริธรานนท์) ที่เพิ่งย้ายราชการมาใหม่ต้องรับผิดชอบคดีการเสียชีวิตของหญิงสาวไม่ทราบชื่อ (พิมพ์พรรณ ชลายคุป) เมื่อเข้าไปรับผิดชอบคดีที่ดูเหมือนเป็นการเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุภายใต้แรงกดดันจากทุกทิศทาง

แต่พอเข้าไปใกล้รูปคดีมากยิ่งขึ้น กลับกลายพบเงื่อนงำบางอย่างที่บ่งบอกว่านี่คือคดีฆาตกรรมที่อื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งดึงเอาผู้คนหลากอาชีพ หลายวัยจากชนชั้นต่างๆ ในอำเภอดังกล่าวถึง 30 ชีวิตเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของหญิงสาวรายดังกล่าว ภายใต้คดีฆาตกรรมขมขื่นกระทำชำเราหาใช่อุบัติเหตุไม่

อาชญกรรมทางเพศที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

เรียง คิว 30 คน ฆาตกรสารภาพเผยนาทีฆ่าโหดสาวให้ม้าเหล็กขยี้(พาดหัวข่าวหน้า1นสพ.ไทยรัฐ .29ส.ค.2520) ,เผยสาวหัวขาดคดีข่มขืนโหดผัวยืนยัน30คนเถื่อนโทรมเมียตาย , รองนายกระบุข่มขืนสาวให้รถไฟทับโหดร้ายทารุณไม่พ้นม.21แน่, สั่งย้ายที่คุมขัง 8 มนุษย์บ้ากามพบแผนแหกโรงพักหนีคดีข่มขืนโหด

ถ้อย คำเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนของข้อความพาดหัวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐในช่วงเดือน สิงหาคมจนถึงกันยายนในปีพ.ศ.2520 เป็นข่าวใหญ่ที่เกิดขึ้นในปีเดียวกันกับที่ขวัญใจชาวไทยไอ้แสบ แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์นักมวยขวัญใจชาวไทยเพิ่งขึ้นชกชนะนักมวยชาวต่างชาติ สำหรับผู้คนในยุคมือถือไฮเทค อินเตอร์เนตแชตรูม โดยเฉพาะน้อง ๆวัยรุ่นหลาย ๆ คนที่เกิดมาโตไม่ทันกับอาชญากรรมสะเทือนขวัญที่กล่าวได้ว่าไม่เพียงสร้าง ความอัปยศให้กับพี่น้องชาวพรหมพิราม จ.พิษณุโลก จากการที่อมนุษย์จำนวน 30 ชีวิตก่อกรรมอันเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์รุมข่มขืนกระทำชำเราหญิงสาว ต่างถิ่นด้วยความไร้จิตสำนึก ปราศจากมนุษยธรรม เป็นการกระทำที่มนุษย์ไม่พึงกระทำต่อกัน สะท้อนถึงศีลธรรมที่ไม่มีอยู่ในใจของคนกลุ่มหนึ่งที่เกิดมาในเมืองไทยที่ได้ ชื่อว่าเมืองพุทธ นี่คืออุทาหรณ์ครั้งสำคัญที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลยไม่ว่าจะเป็นยุคไหนสมัยใด ถ้าการ์ดรถไฟไม่ไล่หญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายลงจากรถไฟเพราะไม่มีเงินจะตีตั๋ว เหตุการณ์เลวร้ายจะไม่เกิดขึ้นถ้าความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ฝังอยู่ในจิตใต้ สำนึกของคน คดีอัปยศจะไม่เกิดขึ้นถ้ากลุ่มคนทั้ง 30 ชีวิตมีความเป็นคน

จากเรื่องจริงที่แสนอัปยศ สู่บทสะท้อนแห่งความมืดมิดในใจมนุษย์ที่โลกจักต้องรับรู้
มานพ อุดมเดช ผู้ กำกับ เล่าว่า "คือเรื่องมันเป็นเรื่องจริง เป็นคดีอาชญากรรมที่อื้อฉาวมากที่สุดอื้อฉาวขนาดสหประชาชาติถึงกับจัดเสวนา ว่าด้วยเรื่องสิทธิสตรีขึ้นเป็นพิเศษกันเลย เพราะเรื่องนี้ เรื่องของเรื่องก็มีว่า ผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อจริงแกชื่อนางสำเนียง นามสกุลถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนจะเป็น พุ่มหมอก เป็นคนอำเภอบ้านดารา ซึ่งอยู่ทางเหนือขึ้นไปจากอำเภอพรหมพิราม เธอได้หายจากบ้านไปตั้งแต่ปี ๑๙ แต่อยู่ๆ ในปีถัดมา ก็มาโต๋เต๋อยู่ที่สถานีรถไฟพรหมพิรามในตอนกลางคืน ไปยังไงมายังไงไม่มีใครรู้ เท่าที่ฝ่ายค้นเรื่องเขาสืบค้นบอกว่า เธอเป็นคนเอ๋อ จะว่าเต็มก็ไม่ใช่ จะว่าปัญญาอ่อนก็ไม่เชิง ตอนนั้นไม่มีใครรู้หัวนอนปลายตีน ว่าเป็นใครมาจากไหนถึงได้มาโดนรถไฟทับตัวขาดกระเด็นสามท่อน ทุกคนคิดว่าเป็นอุบัติเหตุ นี่เรื่องจริงนะ คดีถูกปิดแฟ้มไปเรียบร้อย แต่มีนักข่าวท้องถิ่นคนหนึ่งไม่เชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุและเริ่มเขียนขุดคุ้ย ในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เรื่องดังขึ้นมาเมื่อหนังสือพิมพ์ไทยรัฐตีข่าวไปทั่วประเทศ กรมตำรวจจึงรื้อคดีขึ้นมาใหม่ เอาไปเอามาเรื่องมันไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นเรื่องฆาตกรรมอำพราง ตำรวจทำงานอย่างหนักพบว่านางสำเนียงคนนี้ถูกข่มขืนกระทำชำเรา โดยพวกผู้ชายในอำเภอนี้มากกว่ายี่สิบคนเป็นฝูงใหญ่เลยว่างั้น จนผู้หญิงตาย แล้วเกิดกลัวความผิดจึงเอาศพไปวางให้รถไฟทับเป็นการอำพราง คดีถึงที่สุดพวกกระทำผิดทั้งหมดถูกจับกุม เขาว่าเกือบทั้งอำเภอ แน่นโรงพักไปหมด ก็ติดคุกชดใช้กรรมชั่วกันไป บางคนเพิ่งจะพ้นโทษเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง บางคนตายไปแล้วก็มี "

"นี่คือโปรเจ็คต์ที่ฟ้ากำหนด"

ผู้ กำกับ กล่าวต่อไปว่า "โปรเจ็คต์เรื่องพรหมพิรามนี้ที่ได้ทำ กล่าวได้ว่าเพราะฟ้ากำหนดจริง ๆ คือผมได้พบหนังสือเล่มบางๆ ที่เขียนโดยนที สีทันดร ราวๆ ปี 40 ชื่อ พรหมพิลาป ผมเจอมันโดยบังเอิญในขณะที่ไปเดินเกร่อยู่ในร้านขายหนังสือในเวิ้งของห้าง เซนทรัล งามวงศ์วาน พลิกอ่านดูสองสามหน้า เอ๊ะ ! ไม่ธรรมดา มันเหมือนครั้งหนึ่งที่ผมเคยเจอหนังสือปกขี้เหร่เรื่อง หย่าเพราะมีชู้ ที่ร้านหนังสือธมบุคส์ ซาลอง ของเชิด ทรงศรี เมื่อปี ๒๔ อารมณ์นั้นเลยนะ...เข้าท่า สนุกมาก ผมอ่านรวดเดียวไม่วาง คือนานแล้วที่ผมไม่เคยได้อ่านหนังสือแบบอ่านรวดเดียวจบ ชนิดไม่วาง ส่วนใหญ่ แค่สิบหน้าผมเป็นโยนแล้ว แต่เรื่องนี้ นที สีทันดรเขียนได้สนุก ที่สำคัญวิธีการเล่าเรื่องของแกเยี่ยมมาก พล็อตหรือโครงสร้างของเรื่องเยี่ยมมากเลย ผมบอกตัวเองว่า นี่คือเรื่องที่ผมจะต้องทำเป็นหนังให้ได้"

โป รเจ็กนี้ผ่านตาบริษัทหนังค่ายยักษ์ๆ มาแล้วทุกค่าย ไม่มีใครอยากทำมันเลย จนกระทั่งถึงปี 45 ผมเองก็ไม่ได้ติดใจอะไรกับมันแล้ว อยู่ๆ ฟ้าก็กำหนดใหม่ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ซึ่งก่อนหน้านี้หลาย ปีเรื่อยมา ทุกครั้งที่ท่านเห็นผม จะทรงถามเสมอว่า ทำไมไม่ทำพรหมพิราม ถามอยู่อย่างนี้ ผมก็ทูลไปว่าผมไม่มีนายทุน ท่านก็ไม่พูดอะไรต่อ เหลือเชื่อ 7 ปีนะครับที่ท่านถามผมอยู่แค่นี้ทุกครั้งที่เจอกัน แล้วปีกลายนี้อยู่ๆ ผมก็ได้รับโทรศัพท์จากคุณสนานจิต บางสะพาน บอกว่าให้ผมไปพบคุณสมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ ตอนตี 3 ผมก็เอ...เสี่ยเรียกทำไม แต่ไหนแต่ไรไม่เคยเรียก ไปดีไม่ไปดี แล้วก็ตัดสินใจไป...เจอกัน คุณสนานจิตอยู่ด้วยเสี่ยก็บอกว่า ท่านจะทำหนังเรื่องพรหมพิราม ต้องการผมไปกำกับหนังเรื่องนี้ ก็เลยเรียกผมไปคุยเพื่อให้เข้าใจในทิศทางการทำงานร่วมกัน เสี่ยบอกว่าทุนสร้างเท่าไหร่ไม่ต้องสนใจ ถ้าจะทำก็ทำไปถามว่าจะทำไหม ? ผมก็ตอบว่าทำซิ... เรื่องอะไรไม่ทำ ฟ้ากำหนดแล้วนี่ ความเป็นมาก็คือว่าที่ท่านมุ้ยทรงถามผมมาตลอดนั้น ท่านได้มีการพูดคุยกับทางสหมงคลฟิล์มก่อนแล้วโดยที่ผมไม่ทราบมาก่อน จนเสี่ยเขาเรียก นั่นคือเสี่ยเปิดไฟเขียว จากนั้นผมก็ได้ไปพร้อมมิตร จาก พรหมพิราม25 น. ก็เปลี่ยนเป็น คนบาปพรหมพิราม

จากเรื่องจริงที่แสนอัปยศ สู่บทสะท้อนแห่งความมืดมิดในใจมนุษย์ที่โลกจักรับรู้

นที สีทันดร นักเขียน "มันน่าจะเป็นเรคคอร์ด ของประเทศไทยหรือของโลก ผมไม่รู้กินเนสบุ๊คส์ บันทึกผู้หญิงที่ถูกข่มขืนบ้างหรือเปล่า เท่าที่ผมทำงานน.ส.พ. 40 ปีจนถึงวันนี้ การข่มขืนหมู่ ผมไม่เคยเห็นที่ไหนในโลก จะมีผู้หญิงถูกข่มขืนถึง 30 คน หรือบางทีอาจจะมากกว่านั้น ผมเคยอยู่ในสงครามเรื่องการข่มขืนก็ไม่มีการทำอย่างนั้น หรือแม้ในบรรดาคนที่จับผู้หญิงมาข่มขืนที่เป็นข่าวหน้า น.ส.พ. ตั้งแต่ผมอายุ 17 จนกระทั่งตอนนี้ผมอายุ 50กว่าๆ อย่างเก่งข่มขืนกัน 2 คนหรือ3-4คน นี่ 30 คนแล้วมันสะท้อนให้เห็นว่านี่เมืองไทยเหรอ ชาวพุทธเหรอ ศีลธรรมไปไหน"

"ผม ใช้ความเป็นนักเขียนจินตนาการเรื่องราวเล่าถึงเหตุการณ์ที่เขาข่มขืนกัน คนถูกข่มขืนสัก 3-4 คนก็เจ็บปวดจนอาจจะสลบไปแล้ว และยังมีผู้ชายมาข่มขืนเธอในขณะที่เธอสลบก็เหมือนตาย ผมก็เชื่อว่าเมื่อเธอตายแล้วศพก็ยังโดนข่มขืน ผมว่ามันเลวร้ายที่สุดของคดีอาชญากรรมทางเพศในโลกนี้ และชั่วร้ายยิ่งกว่านั้นเมื่อเธอตายแล้ว ทำไมต้องอำพรางคดี อำพรางศพทำเหมือนว่าตกรถไฟแล้วโดนรถไฟทับ หากว่าไม่มีการขุดคุ้ยคดีนี้ขึ้นมา ผู้หญิงคนนี้ก็ต้องตายฟรี ผัวก็ไม่รู้ว่าเมียหายไปไหน พี่น้องก็ไม่รู้ ซึ่งคดีอย่างนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะผู้หญิงคนนี้ ยังมีคนในประเทศหายสาบสูญในทำนองนี้อีกมากมาย เพียงแต่เราไม่มีโอกาสได้เข้าไปค้นหาความเป็นจริง ผมเชื่อว่าเรื่องอย่างนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เป็นครั้งแรกที่ปรากฏปรากฎการณ์ขึ้น"

คืนบาปพรหมพิราม 1/6 - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่



คืนบาปพรหมพิราม 2/6 - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่



คืนบาปพรหมพิราม 3/6 - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่



คืนบาปพรหมพิราม 4/6 - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่



คืนบาปพรหมพิราม 5/6 - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่



คืนบาปพรหมพิราม 6/6 - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

Saturday, 7 November 2009

ความสุขของกระทิ master

ความสุขของกระทิ
ความสุขของกะทิ เป็นนวนิยายขนาดสั้น เจ้าของรางวัลรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ของประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2549 ที่เขียนโดย คุณงามพรรณ เวชชาชีวะ

ด้วยยอดจำหน่ายกว่า 250,000 เล่ม และถูกตีพิมพ์ไปแล้วกว่า 58 ครั้ง ทำให้ ความสุขของกะทิ เป็นหนังสือที่มีจำนวนผู้อ่านมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย รวมถึงยังโด่งดังจนได้รับอนุญาตลิขสิทธิ์เพื่อแปลและจำหน่ายไปแล้ว 7 ภาษาใน 8 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย (ภาษาอังกฤษ), ฝรั่งเศส, เยอรมนี, ญี่ปุ่น, สเปน (ภาษาคาตาโลเนีย), เกาหลี, ลาว

และที่ จีน และ ไต้หวัน (ภาษาจีน) เป็น 2 ประเทศล่าสุดที่เพิ่งขายลิขสิทธิ์เพื่อแปลและพิมพ์จำหน่ายต่อไป รวมถึงเวอร์ชั่นไทย ก็เพิ่งจัดพิมพ์ "ฉบับปกแข็ง" เพื่อฉลองความสำเร็จของหนังสือเล่มนี้ไป จากความประทับใจในหนังสือ ได้รับการถ่ายทอดสู่เรื่องราวบนแผ่นฟิล์มโดย "ภาพยนตร์ชูใจ"
"ไม่เคยมีใครพูดถึงแม่"

"กะทิ" (น้องพลอย-ภัสสร คมีสุข) เด็กหญิงวัย 9 ขวบ ที่ต้องผ่านประสบการณ์การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด เมื่อ "แม่" (รัชนก แสงชูโต) ต้องจากไปก่อนวัยอันควรด้วยโรคร้ายที่มิอาจรักษา กะทิต้องผ่านขั้นตอนความสุขและทุกข์ ความผูกพันและการพลัดพราก ความสมหวังและความสูญเสีย ที่มากเกินกว่าที่เด็กวัยเดียวกันนี้จะรับไหว

ถึงกระนั้น กะทิก็ได้เรี
ยนรู้ผ่านสิ่งต่างๆ ใน "ลิ้นชักแห่งความทรงจำ" ที่แม่เตรียมไว้ให้ก่อนสิ้นลมหายใจว่า ความทุกข์จากการสูญเสียนั้นมิอาจพรากความสุขจากความรักและความผูกพันของแม่ที่มีต่อเธอได้
ความสุขของกะทิ เล่าเรื่องราวของกะทิ เด็กหญิงวัย 9 ขวบที่กำลังจะต้องสูญเสียแม่ ซึ่งป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง แม่รู้ตัวดีว่าไม่สามารถเลี้ยงดูกะทิได้ จึงฝากกะทิให้ตากับยายเลี้ยง กะทิเติบโตมาด้วยความรักของตาและยาย มีชีวิตอย่างสุขสบายในบ้านหลังน้อยริมคลองอันอบอุ่น
อดีตเหมือนเงา บางครั้งทอดนำทางอนาคต"

เด็กน้อยเติบโตขึ้นจากประสบการณ์นี้ด้วยความเชื่อมั่นและกำลังใจในการดำรงชีวิตจากบุคคลใกล้ชิด...ผู้ที่เธอรักและรักเธอ

ไม่ว่าจะเป็น "ตา" (สะอาด เปี่ยมพงศ์สานต์) และ "ยาย" (จารุวรรณ ปัญโญภาส) ผู้ที่รักหลานกะทิดุจชีวิต, "น้าฎา" (เข็มอัปสร สิริสุขะ), "น้ากันต์" (กฤษฎา สุโกศล แคลปป์), "ลุงตอง" (ไมเคิล เชาวนาศัย) และ "พี่ทอง" (นิธิศ โค้วสกุล) ที่ต่างเข้ามาสร้างสีสัน แบ่งปันความสุข และเติมเต็มชีวิตให้หนูน้อยกะทิรู้สึกว่า เธอไม่ได้ขาดอะไร และสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้เฉกเช่นเด็กๆ ในวัยเดียวกัน

ใครจะรู้ว่า แท้จริงแล้วในความโศกเศร้านี้ ก็มี...

"ความสุขจริงแท้อันยิ่งใหญ่" ที่ได้เบ่งบานในหัวใจของ "เด็กหญิงกะทิ" อยู่เช่นกัน

"ความสุขของคนรอบข้าง คือความสุขของเราด้วย...ความสุขแบ่งปันได้"
ผู้เขียน เล่าเรื่องราวของกะทิอย่างเรียบง่าย เนรมิตบ้านริมคลองให้เป็นบ้านในฝัน ที่อบอวลด้วยบรรยากาศอันรื่นรมย์ของอดีต ฉายรายละเอียดสิ่งละอันพันละน้อย ของวิถีชีวิตที่สุขสงบของครอบครัวนชั้นกลางระดับสูงให้ผู้อ่านประทับใจ
กะทิมีครอบครัวที่เอาใจใส่ ดูแลกะทิด้วยความรัก และความห่วงใยจากใจจริ เธอมีคุณตาที่เคยเป็นทนาย ซึ่งสามารถเรียกเสียงหัวเราะจากกะทิและครอบครัวได้อยู่เสมอๆ คุณยายของกะทิเป็นคนที่เคร่งครัด และหัวโบราณ แต่ถึงกระนั้นก็สอนกะทิเรื่องต่างๆนานา อะทิเช่น การทำอาหาร การอยู่ในสังคม เป็นต้น พี่ทองเป็นคนที่เข้าอกเข้าใจกะทิเป็นอย่างดี และเป็นคนที่มีบุญคุณต่อกะทิ เพราะว่าพี่ทองเคยช่วยชีวิตกะทิไว้ตอนกะทิเป็นเด็กเล็ก น้าฏา และน้ากันต์ซึ่งเป็นคนที่ห่วงใยกะทิ และคอยหาสิ่งดีๆให้กะทิอยู่เสมอๆ และเป็นคนที่พูดปลอบใจกะทิในยามที่กะทิเศร้าโศกเสียใจ และที่ขาดไม่ได้ก็คือ แม่ของกะทิ ที่ถึงแม้จะจากไปก่อนวัยอันควรแต่ก็จัดสิ่งต่างๆไว้ให้กะทิอย่างดิบดี ด้วยความรัก และเอาใจใส่จากใจ
แต่ในความสุขมีความเศร้า ในวิถีชีวิตที่สุขสงบนี้ กะทิต้องเผชิญประสบการณ์ท
างอารมณ์ที่ต้องสูญเสียแม่ และในความเศร้านั้นก็มีความสุข กะทิไม่คิดจะโหยหาถึงพ่อที่อยู่ไกลโพ้นต่างแดน หากเลือกอยู่ในอ้อมกอดของตากับยาย และผ่านชีวิตอันควรจะทุกข์นั้นด้วยใจที่เข้มแข็ง
เสน่ห์ ของนวนิยายขนาดสั้นเรื่องนี้อยู่ที่กลวิธีการเล่าเรื่อง ที่ค่อยๆ เผยปมปัญหาทีละน้อย ๆ อารมณ์สะเทือนใจจะค่อยๆ พัฒนาและดิ่งลึกในห้วงนึกคิดของผู้อ่าน นำพาให้ผู้อ่านอิ่มเอมกับรสแห่งความโศกอันเกษม ที่ได้สัมผัสประสบการณ์ทางอารมณ์ของชีวิตเล็กๆ ในโลกเล็กๆ ของเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งอาจไม่ไกลจากชีวิตจริงของเราเลย

Slumdog Millionaire VCD Masterพากย์ไทย

Slumdog Millionaire
คำตอบสุดท้าย อยู่ที่หัวใจ (ยูไนเต็ด โฮมเอนเตอร์เทนเม้นท์)
มันเป็นช่วงเวลาแห่งความจริงในสตูดิโอที่บันทึกภาพรายการโทรทัศน์ยอดฮิตของอินเดีย "Who Wants To Be A Millionaire" ต่อหน้าผู้ชมในห้องส่งที่เงียบกริบ และยืนอยู่ภายใต้แสงไฟที่แผดเผาของสตูดิโอ จามัล มาลิค เด็กหนุ่มจากชุมชนแออัดในมุมไบกำลังเผชิญกับคำถามข้อสุดท้าย และโอกาสที่จะได้รับเงินรางวัลมหาศาลถึง 20 ล้านรูปี

เพรม คูมาร์ พิธีกรของรายการนี้ไม่ได้รู้สึกเห็นใจผู้เข้าแข่งขันที่ชีวิตกำลังจะเปลี่ยน แปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือคนนี้เลยแม้แต่น้อย ด้วยความที่เขาไต่เต้าขึ้นมาจากโคลนตม เพรมก็เลยไม่สบอารมณ์นักที่จะต้องถูกแย่งความเด่นดังใน Millionaire และไม่ยอมเชื่อว่าเด็กหนุ่มจากสลัมจะรู้คำตอบทั้งหมดจริง เมื่อรายการหมดเวลาและพักการบันทึกภาพในช่วงกลางคืน เพรมก็เตรียมตำรวจรอไว้ด้านนอกสตูดิโอเพื่อจับจามัล ผู้ที่เขามั่นใจว่าต้องโกงแน่ๆ

หลังจากที่สอบสวนผู้เข้าแข่งขันคนนี้ตลอดทั้งคืน ทางพนักงานสอบสวนก็ได้พบว่าจามัลเองก็สับสนพอๆ กับทุกคนที่เขามาได้ไกลขนาดนี้ พวกเขาได้ทบทวนคำถามทีละข้อๆ และจามัลก็อธิบายว่าเขารู้คำตอบแต่ละข้อได้อย่างไร และระหว่างที่เขาทำเช่นนั้น เรื่องราวพิเศษสุดของเด็กหนุ่มคนนี้ก็ค่อยๆ เผยออกมา เรื่องราวของจามัลเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอินเดียสมัยใหม่ เขาเติบโตขึ้นมาในชุมชนแออัดในมุมไบ ตอนเขาเป็นเด็กเล็กๆ แม่ของเขาถูกฆ่า ตายในเหตุชุมนุมทางศาสนา ทิ้งให้จามัลต้องเผชิญโลกตามยถากรรมกับซาลิม พี่ชายของเขาและลาติกา เด็กหญิงกำพร้าที่จามัลคอยดูแลและมีความรักให้ เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น

วัยเด็กที่ยากจนข้นแค้นของจามัล ที่ต้อง อาศัยอยู่ในชายขอบที่ยากจนที่สุดของเมืองไม่ได้ทำลายคุณลักษณะดีงามของตัว เขาเลย แต่ซาลิม พี่ชายของเขากระหายในอำนาจและทรัพย์สินเงินทอง ความตึงเครียดและความเป็นปรปักษ์ระหว่างพี่น้องทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อพวก เขาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ จนกระทั่งการทรยศหักหลังบีบให้ทั้งสามต้องพรากจากกัน และจามัลก็เสียลาติกาไป ในตอนที่เขารู้ตัวว่าเขารักเธอจริงๆ เมื่อเขาพบเธออีกครั้ง ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างเรียกกลับคืนไม่ได้ ซาลิมทำงานให้แก๊งสเตอร์ผู้เหี้ยมโหด และหัวหน้าแก๊งของเขาก็แต่งงานกับลาติกา จามัลยอมเสี่ยงทุกอย่างในชีวิตเพื่อปลดปล่อยคนที่เขารักให้เป็นอิสระ เพียงเพื่อจะสูญเสียเธอและพี่ชายของเขาอีกครั้ง

แม้แต่ตัวพนักงานสอบสวนผู้โหดเหี้ยมก็ยังถูกดึงดูดเข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องราวของจามัล และเริ่มจะเชื่อว่า "เด็กสลัม" คนนี้กำลังบอกความจริงอยู่ ในการพูดคุยครั้งสุดท้าย เราจะได้รู้ถึงเหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังการตัดสินใจของจามัลที่จะ ออกรายการนี้ หลังจากที่เขาเชื่อจนหมดใจ พนักงานสอบสวนก็ปล่อยเขากลับไปออกรายการ เพื่อตอบคำถามข้อสุดท้าย ภายในชั่วข้ามคืน เรื่องราวความฝันของจามัลที่ออกรายการและการถูกจับกุมตัวในภายหลังของเขาได้ เปลี่ยนให้เขากลายเป็นที่สนใจของสื่อมวลชน ในอีกมุมหนึ่งของเมือง ซาลิมและลาติกาได้เห็นจามัลในข่าว

ด้วยความตกใจจนเกิดสำนึกผิด ซาลิมได้ปลดปล่อยลาติกาจากการถูกกุมขังโดยสามีที่รักความรุนแรงของเธอ แม้จะรู้ดีว่ามันจะส่งผลอย่างไรต่อชีวิตเขา ลาติกาขับรถข้ามเมืองไปยังสตูดิโอที่ถ่ายทำรายการ ในขณะที่จามัลกลับไปนั่งเก้าอี้อีกครั้งเพื่อตอบคำถามข้อสุดท้าย แต่เธอก็ต้องเจอกับการจราจรที่ติดขัดในมุมไบ

ระหว่างที่คนทั่วทั้งอินเดียจับตามองเขาชนิดลืมหายใจ จามัลก็ถามว่าเขาจะขอโทรศัพท์หาเพื่อนได้ไหม และเขาก็กดหมายเลขโทรศัพท์เบอร์เดียวที่เขารู้ ซึ่งก็คือเบอร์มือถือของพี่ชายเขา และโทรศัพท์มือถือที่ซาลิมได้มอบให้กับลาติกาในการหลบหนีก็ดังขึ้น...ลาติกากดรับโทรศัพท์ และในที่สุด คนที่รักกันก็ได้กลับมาอยู่คู่กันอีกครั้ง